วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2551
บุญประจำเดือน
“อานิสงส์ถวายพระเจดีย์ข้าวเปลือก”
สมัยหนึ่งองค์สมเด็จพระศาสดาเสด็จประทับ อยู่ในบุพพารามมหาวิหาร ณ กรุงสาวัตถี ทรงพระปรารภพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นโกศลและกาสี โดยพระเจ้าปัสเสนทิโกศลแวดล้อมไปด้วยอำมาตย์ราชบริพารทั้งหลายได้เสด็จไปทอดพระเนตรชาวนา เพื่อเป็นการพักผ่อนพระราชหฤทัยทรงสบายในทุ่งนา ที่ไม่ห่างไกลจากพระนครเท่าไรนักได้ทอดพระเนตรเห็นชาวนากำลังนวดข้าว แล้วนำมากองพูนสูงใหญ่ ก็พอพระราชหฤทัยจึงเสด็จลงจากพระราชยาน พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพารทั้งหลาย แล้วทรงชักชวนชาวนาให้เอาข้าวมารวมก่อเป็นรูปเจดีย์บูชาพระรัตนตรัย พระองค์ทรงรับก่อด้วยพระองค์เอง เมื่อก่อเสร็จแล้วก็รับสั่งให้ทำโรงฉันในสถานที่นั้น แล้ว
เสด็จไปสู่สำนักพระศาสดาทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์บริวาร ๕๐๐ รูปไปรับบิณฑบาตในวันพรุ่งนี้เช้า ณ โรงฉันในทุ่งนาเพื่อเป็นการฉลองรูปเจดีย์ที่ก่อด้วยข้าวเปลือก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณียภาพ พอรุ่งเช้า พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ได้เสด็จไปยังโรงฉันใน ทุ่งนานั้น
ไปคอยรับเสด็จพระพุทธเจ้ากับภิกษุ ๕๐๐ รูป ให้เสด็จนั่งเหนืออาสนะแล้ว ก็ถวายอาหารบิณฑบาต แก่พระพุทธเจ้า พร้อมกับภิกษุเหล่านั้นเสร็จจากภัตต-กิจแล้วพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ก็กราบทูลถามถึงผลานิสงส์ที่ได้ก่อเจดีย์ด้วยข้าวเปลือกนี้ ให้เป็นทานจะมีผลานิสงส์เป็นประการใดพระพุทธเจ้าข้า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเทศนาว่า ดูกรมหาบพิตรนรชนหญิงชายใดมีจิตศรัทธาเลื่อมใสก่อสร้างพาลุกเจดีย์ ยังกองข้าวเปลือกให้เป็นทานดังที่มหาบพิตร กระทำอยู่ในขณะนี้ด้วยศรัทธา อันแรงกล้า มีความปีติปราโมทย์ปรีดายินดี บุคคลผู้นั้นจะไม่ไปสู่อบายภูมิตลอดร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะมั่งครั่งด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก ครั้นตายไปจากมนุษย์ก็จะไปเสวยในทิพย์สมบัติ แม้พระตถาคตแต่ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีธรรมอยู่ก็ได้ก่อเจดีย์ด้วยข้าวเปลือก โดยพระองค์ได้เกิดในตระกูลชาวนา เมื่อเจริญวัยแล้ว ก็ต้องทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพ อยู่มาวันหนึ่งเห็นพระปัจเจกโพธิเจ้า อยู่ในราวป่าก็มีจิตเลื่อมใสได้สละข้าวเปลือกก่อเป็นเจดีย์ ครั้นทำเสร็จแล้วก็เอาผ้าแพรมาทำเป็นธงปักประดับพระเจดีย์ครั้นทำเสร็จแล้ว ก็ไปอาราธนาพระปัจเจกโพธิออกมา ถวายภัตตาหารทำการสักการบูชาแก่พระรัตนตรัย แล้วตั้งปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้น ครั้นอยู่จนอายุแล้วได้ไปเกิดชั้นดาวดึงส์มีวิมานทองสูง ๑๒ โยชน์ อยู่ได้ประมาณ ๔ พันปีทิพย์ เมื่อจุติจากเทวโลกแล้ว มาเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี ได้ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษย์โลกและเทวโลกบำเพ็ญบารมีจนเต็มดีแล้ว จึงได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระตถาคตดังที่ได้ปรากฏแก่มหาบพิตรอยู่ขณะนี้ เมื่อพระธรรมเทศนาจบลงแล้วพระปัสเสนทิโกศล พร้อมข้าราชบริพารก็พากันยินดีโสมนัสเป็นยิ่งนัก
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ.
======================
พระมหาหนูพร จารุวณฺโณ
เลขานุการเจ้าคณอำเภอเมืองสรวง
วัดท่าสว่าง บ้านหนองผือ – โนนค้อ
จัดพิมพ์/ตรวจทาน
ฝ่ายเลขานุการ โทร. ๐๘-๗๒๑๕๔๑๔๑ , ๐๔๓-๕๙๗๑๕๔
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น